ต่อกันกับตัวดาวเด่น ในเรื่องของวิถีอาชีพการทำงานที่ยุคนั้นเป็นอย่างไร

ต่อกันกับตัวดาวเด่น กว่าจะเป็นมือตบบอลเร็ว อื้อหือ แต่ก่อนไม่เล่นบอลเร็ว เป็นตัวตบหัวเสา

ต่อกันกับตัวดาวเด่น เพราะว่าอาจารย์ เขาคงไม่รู้จะจับไป ลงตำแหน่งไหน ก็คงอ่ะ เล่นตำแหน่งนี้ ไปก่อน จนมาเล่นทีมชาติ อ.อ๊อด อ.ยะ อ.ด่วนก็คงเห็นแววเพราะว่าเราสรีระสูง เพรียว และมีความคล่องตัวสูง ก็เลยย้ายมาเล่นบอลเร็ว และฝึก ๆ ทุกวันนี้หน่องก็คิดว่าบอลเร็วมันก็เหมาะกับตัวหน่องค่ะ ด้วยความคล่องตัว ความเร็วและสรีระ และหน่องไม่ได้ตีบอลหนักเหมือนอรอุมา

โอเค เขาตบแบบตู้ม หนัก แต่เราไม่ได้หนักแบบนั้น แต่เรามีความเร็ว มีความคล่องตัว หน่องคิดว่า เออตำแหน่งนี้ มันเหมาะกับเราแล้ว มันใช่เลย สำหรับเรา และทุกวันนี้ ก็พยายาม สอนรุ่นน้องใหม่ ๆ ที่ขึ้นมาเล่นตำแหน่งเดียวกับเรา เออสอนวิทยายุทธ์ สอนวิชาคายตะขาบแล้วค่ะ พยายามสอน ให้เข้าบอลเร็ว ๆ เพราะว่าปัจจุบันหลัง ๆ เขายังช้ากันอยู่มาก ก็ต้องพยายามฝึกความคล่องตัวเยอะ ๆ กว่าจะถึงจุดนี้

สนามแข่งไหนที่ประทับใจมากที่สุด ถ้าถาม ณ ตอนนี้ที่ไปญี่ปุ่นคัดโอลิมปิก 2016 เป็นอะไรที่ อย่างเราเองพวกพี่ ๆ หกเจ็ดคนเล่นมาเป็นสิบ ๆ ปีมันมีจิตวิญญาณของการเป็นนักกีฬาอยู่แล้ว แต่ว่าน้อง ๆ ที่เข้ามาใหม่ ๆ เขาเริ่มซึมซับจากพวกเรา เขาก็เริ่มอินเริ่มรู้สึกว่าไม่ได้นะ เราต้องทุ่มเท่มากขนาดไหนในแต่ละลูก ไม่ใช่ลูกเสียไปไม่เป็นไรเอาใหม่

แต่เขาซึมซับความเป็นนักสู้จากตัวพวกเรา ดีใจทุกแมตช์เลยไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ทุกคนเต็มที่มากแล้วก็สู้มาก ๆ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าเรารู้แล้วว่าเราไม่ได้ไปโอลิมปิก แต่เรายังมีแข่งอยู่วันต่อไป ทุกคนก็ยังทำผลงานออกมาได้ดี ถึงมันจะไม่มีผลอะไรแล้วหรือไม่เล่นก็ได้ เราแพ้ก็ได้ แต่เหมือนเรายังมีสปิริตที่เราจะต้องเป็นนักกีฬาที่ดีค่ะ

ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งกัปตันทีมต้องปรับอะไรบ้าง ปรับพอประมาณนะคะ เพราะว่าด้วยลักษณะตัวหน่องเองไม่ได้มีบุคลิกความเป็นผู้นำที่โดดเด่นอย่างกิ๊ฟ วิลาวัณย์ ที่เขาเป็นกัปตันมาก่อนสิบปี คือบุคลิกเขาเป็นผู้นำอยู่แล้ว ชอบจัดแจง กระตุ้นน้อง ๆ แต่เราจะเป็นคนไม่ค่อยพูด เงียบ ๆ ก็ตามเขาแต่ว่าพอมารับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีม ลงไปในสนามก็ต้องคอยซัพพอร์ตความรู้สึกน้อง ๆ ต้องคอยกระตุ้นแทนกิ๊ฟ ต้องคอยดูแลจัดแจงอะไรหลาย ๆ อย่าง

ต่อกันกับตัวดาวเด่น

แต่ว่าทุกอย่างก็ปรึกษากันตลอดไม่ว่าจะเป็น กิ๊ฟ นุช พี่นา อร คุยกันกลุ่มพี่ ๆ

ก็เหมือนเป็นหัวหน้าทีม กันหมดทุกคน เพราะว่าช่วยกันดูแลช่วยกันจัดแจงน้อง ๆ บทบาทหน้าที่ ก็เยอะขึ้น ต้องรับผิดชอบมากขึ้นกับการเป็นหัวหน้าทีมค่ะ กดดันเยอะด้วย กิ๊ฟทำได้ดีมากอย่างตอนที่กิ๊ฟเขาเป็นก็จะมาปรึกษาตลอด คุยกันว่าอย่างนี้โอเคไหม วอลเลย์บอล

พรุ่งนี้โปรแกรมอย่างนี้โอเคไหม จะมีการคุยกันตลอดอยู่แล้ว พอเราได้รับหน้าที่ตรงนี้ มันก็เป็นเหมือนเดิมเราก็คุยกันอยู่แล้ว เป็นเราที่ต้อง ไปคุยกับโค้ช ชี้แจงกับโค้ช เวลามีงานอะไร ก็จะสั่งมาที่เรา ต้องรับภาระตรงนี้ เหมือนเป็นสื่อกลาง เชื่อมโค้ชกับ นักกีฬาน้อง ๆ อีกทีหนึ่ง

จากการแข่งขันที่ได้เจอทีมเก่งระดับแนวหน้า เราเอามาปรับใช้กับตัวเองอย่างไรบ้าง พวกหน่องหกเจ็ดคน ได้ออกเป็นเล่นอาชีพ ต่างประเทศทุกปี เป็นสิบปีแล้วที่ไม่ได้อยู่เมืองไทยเลย จากตรงนั้นได้ประสบการณ์แล้วก็วิชาตรงนั้นมาเยอะพอสมควร แล้วก็มาปรับใช้ในทีมชาติเพราะว่าอย่างเจอกับอเมริกา รัสเซีย ยุโรปที่ตัวสูงใหญ่ อย่างเราตัวเล็ก ๆ เราจะตีผ่านบล็อกเขามันก็ยากเกิน การที่เราไปเล่นกับเขาบ่อย ๆ ไปซ้อมไปแข่งกับเขา ก็รู้ว่าลูกแบบนี้เราจะเอาตัวรอดอย่างไร

คือมันเป็นประสบการณ์ และการเรียนรู้ ที่เราสามารถเรียนรู้ได้เอง ไม่ใช่ที่โค้ช มาซ้อมให้ใน สนามซ้อมคืออันนั้น มันจำลองไม่ได้ แต่อันนี้ มันเหมือนเรา ไปแข่งในสนามซ้อม ของจริงเลย เราจะต้องเจอ เราจะต้องลอง พอเราเรียนรู้ตรงนั้น แล้วมันก็เหมือนเป็น เทคนิคติดตัวเรามา พอเราเจอลูกนี้อีก เราก็รู้เลยว่า จะทำอย่างไร ก็พยายามคุย กับเพื่อนเวลา ไปแข่ง เวลาไปเล่นอาชีพ ก็จะมีเพื่อนต่างชาติ หลายชาติก็สนิทกัน คุยกัน แลกเปลี่ยนความคิด กันอะไรอย่างนี้ แล้วเราเอากลับมา ที่เมืองไทย มาแชร์มาบอกน้อง ๆ

เวลาที่ท้อหรือฝึกซ้อมเหนื่อย ๆ บอกกับตัวเองอย่างไร สมัยเด็ก ๆ ก็จะเป็นการระบายกับคุณแม่ เวลาเหนื่อยจะต้องนั่งรถไปเรียนมหา’ลัยกลับมาซ้อมอีก คือเห็นพี่ ๆ ที่เขาเรียนจบแล้ว เขาซ้อมเช้าเสร็จนอน รอซ้อมตอนเย็น แต่ว่าพวกนักศึกษาคือซ้อมเช้าเสร็จต้องนั่งรถแต่งตัวไปเรียน ดูบอลสด

เรียนเสร็จกลับมาซ้อมอีกแล้ว ไม่ได้พักผ่อนก็เหนื่อยก็โทรไปบ่นกับแม่ โชคดีด้วย ที่มีเพื่อนร่วมทีม ที่ดี ก็ยังคอยให้กำลังใจกันคนหนึ่งท้อคนหนึ่งจะเลิกอีกคนก็ดึงขึ้นมา ไม่ได้ต้องสู้ไปด้วยกันนะ แล้วก็ครอบครัวที่ดีที่คอยซัพพอร์ตแล้วก็สนับสนุนเราตลอด ก็หาวิธีระบายด้วยการปรึกษาครอบครัว คุยกับแม่ กับเพื่อนค่ะ