กว่าจะถึงจุดนี้ การเดินทางอันยาวนานที่กว่าจะ้าวกระโดดเข้าสู้จุดมั่นคง

กว่าจะถึงจุดนี้ ทำไมต้องวอลเล่ย์บอล ตอนนั้นคิดว่าจะมาถึงจุดนี้ไหม

กว่าจะถึงจุดนี้ ตอนเด็ก ๆ เล่นกีฬาทุกชนิด เพราะว่าที่บ้านคุณพ่อเป็นนักกีฬาเก่าก็สอนให้เล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก เป็นนักปิงปองของโรงเรียน แล้วจะไปเข้าม.1 ทางด้านความสามารถพิเศษหน่องก็เขียนไปว่าปิงปอง พ่อก็บอกว่าปิงปองไม่น่ารุ่งให้เลือกเล่นวอลเล่ย์บอลดีกว่าทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเล่นเลยนะคะ

แต่คุณพ่อบอกว่าให้เลือกเล่นวอลเล่ย์บอล ก็อ่ะก็ได้ก็ขีดฆ่าปิงปองเลือกวอลเล่ย์บอล แล้วพ่อก็ ซื้อลูกวอลเล่ย์มา ซ้อมให้สองวัน พอไปคัด ตัวโรงเรียนก็ติด เขาเอา 6 คน ติดคนที่ 7 แต่ว่า มีคนหนึ่งไม่มา เราก็เลยถูกเรียกตัวไป เป็นทีมของ โรงเรียน ม.1 ต้องเข้าไปอยู่แคมป์ เพราะมี ทีมวอลเล่ย์บอล ของโรงเรียน และก็เข้า ไปกินนอนที่ โรงเรียน ตั้งแต่ ม.1

ย้อนกลับไปที่สนามแข่งครั้งแรก ก่อนที่จะ ติดเยาวชน ทีมชาติ แมตช์นี้ ม.4 ช่วงปิดเทอม นอนเล่นอยู่ ที่บดินทร์ฯ โค้ชเรียกเข้ามา ว่ามีรุ่นพี่สามคน ติดสอบ ก็เรียกเด็กใหม่ ๆ เข้ามาเสริมทีมสามคน ให้ติดทีมไป ที่เวียดนาม ซึ่งตอนนั้น เป็นแมตช์ เชิญแข่งขัน และทีมชาติ ได้ไปทุกปี เขาก็เลยเรียกหน่อง เป็นดาวเด่นในทีม

เรียกพี่วรรณา และก็อีกคน เข้ามาเสริม ก็ไม่โดนบอลเลยค่ะ (ฮา) คือโค้ชเปลี่ยนลงไป แต้มที่ 24 ให้ลงไปสัมผัสเกม แล้วบอลก็ ไม่ได้มาทางเรา แต่ว่ามันก็ เป็นความรู้สึก ที่แบบเออ เราได้มาสัมผัส กับพี่ ๆ ทีมชาติ นี่คือวอลเล่ย์บอลทีมชาตินะ! ตอนนั้น ยังไม่รู้ว่า นักกีฬา เขามีทีมชาติด้วยเหรอ เพราะว่า เราไม่ได้ติดตาม หรือใฝ่ฝันว่า จะเป็น ตัวทีมชาติค่ะ ก็รู้สึกตื่นเต้น และรู้สึกดี ที่ไม่ได้โดนบอล เพราะว่าไม่อยากโดน ไม่อยากทำเสียค่ะ (ฮา)

ทุกคนเล่นกีฬาแต่จะรู้ได้ยังไงว่าเราเกิดมาเพื่อกีฬาจริง ๆ หน่องว่า มันก็ต้องใช้ เวลาระยะหนึ่ง คือหน่องมองว่าสมัยใหม่ พ่อแม่เห็นฟุตบอลฟีเวอร์ วอลเล่ย์บอล ฟีเว่อร์ก็อยากให้ ลูกเป็นแบบนั้นบ้าง ก็บังคับลูก ให้ไปเล่น ทั้ง ๆ ที่ตัวเด็กเองเล่นไปแล้วมันไม่ใช่ พอใจมันไม่ได้รักจริง ๆ มันก็เล่นได้แป๊ปเดียว แต่ว่าสำหรับ หน่องก็ใช้ เวลานานพอสมควร กว่าที่จะมาเริ่มสนุก กับวอลเล่ย์บอลจริง ๆ คือพอมา อยู่บดินทร์ฯ แล้วก็ไม่ได้ลง ตัวจริงด้วยซ้ำ ทีมบดินทร์ฯ เขาก็มีคนเก่ง ๆ เรามาแล้ว เป็นตัวสำรองบ้าง ได้ลงบ้าง

กว่าจะถึงจุดนี้

ก็คิดว่ามันยังไม่ใช่สำหรับเรา จนติดทีมชาติหน่องก็ยังมองว่ามันอาจจะครั้งเดียวก็ได้

มันอาจจะเป็นแค่ฟลุ๊กเข้ามา แล้วปีหน้าอาจจะไม่ติดแล้วก็ได้ เราก็ยังมองเลยว่าเข้ามหา’ลัย ไป เดี๋ยวก็ไปเล่นแค่ เป็นตัวมหา’ลัยแค่ปีหนึ่งครั้งหนึ่ง แล้วก็ใช้ชีวิต แบบคนธรรมดา แต่มันไม่ใช่ พอเราติดทีมชาติแล้ว! เราติดเรื่อย ๆ ได้มาอยู่ตรงนี้ คลุกคลีอยู่กับทีมชาติ จนไม่รู้เหมือนกัน ว่ามันรักไปตอนไหน หรือเราจะเดินมา สายนี้จริง ๆ หรือเปล่ายังไง คือมันต้องใช้เวลานานมากกว่าที่จะรู้ตัวค่ะ

อะไรที่บอกว่าเรามีพรสวรรค์ว่าต้องมาทางนี้ หน่องก็ถามโค้ชว่าทำไมถึงเรียกหน่องเข้าไปติดทีมชาติเพราะว่าตอนนั้นหน่องก็ไม่ได้เป็นตัวจริงของหกคนแรกที่รร.บดินทร์ฯ ยังเป็นตัวสำรองอยู่เลยแต่ว่าโค้ชเรียกหน่องเข้ามาซ้อมกับทีมชาติ เพื่อน ๆ ในทีมก็หาว่าเป็นเด็กเส้น ก็งงเหมือนกัน วอลเลย์บอล

จนมาหลัง ๆ สนิทกับโค้ชก็เลยถามอ.อ๊อด ถามอ.ณัฐพลว่าทำไมถึงเรียกหน่องเข้ามา ซึ่งมันมีนักกีฬาที่เก่งกว่าหน่องหลายคน เขาก็บอกว่าแววมันได้ คืออาจจะด้วยสรีระ รูปร่าง ท่าทาง เขาบอกว่ามันน่าปั้น ก็เลยลองเรียกเข้ามาซ้อมกับทีมชาติดู แล้วมันก็ใช่ก็คือเรามีพรสวรรค์ด้านนี้ค่ะ

จากเด็กที่ชอบเล่นกีฬา จนกลายมาเป็นนักกีฬาทีมชาติ มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง โห เปลี่ยนเยอะนะคะจากเด็กธรรมดามาเป็นเราคือทีมชาติ ก็ชีวิตเด็กธรรมดามันก็มีไปกินไปเที่ยว อยู่กับเพื่อนเข้าเรียน เรียนเสร็จไปเที่ยวกับเพื่อน แต่ว่าชีวิตเราตั้งแต่ม.1หน่องก็เข้ามาเก็บตัวที่โรงเรียน กินนอนกับทีม ซึ่งมันไม่ใช่เด็กธรรมดา ทั่วไป เราต้องมีความรับผิดชอบกว่าเด็กคนอื่น เพราะว่าเราต้องตื่นซ้อมตอนเช้า ซ้อมเสร็จก็ไปเรียน เรียนเสร็จก็มาซ้อมอีก ดูบอลสด

คือมันไม่มีเวลาส่วนตัวอะไรเลย อยากไปไหนก็ไปไม่ได้ แต่หน่องก็มองว่ามันได้กลับมาเยอะ สำหรับตัวเรานะคะ คือเราโตกว่า คนอื่น ต้องมีความรับผิดชอบ กว่าเด็กคนอื่นในรุ่น ๆ เดียวกัน ต้องบริหารเวลาให้เป็น ต้องมองว่าเออมันก็ฝึกสภาพจิตใจของเราด้วย คือมันได้อะไรกลับมาหลายอย่างมากกว่าจากที่เสียไปค่ะ ก็ต่างกันเยอะมาก